วันพุธที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2554

สิ่งดีดีที่ยีนส์ลี (Lee) ทำให้โลก



วันนี้เพื่อนรักส่งรูปถุงช๊อปปิ้งมาให้ดู ตอนที่เห็นหัวเรื่องครั้งแรก ว่าจะไม่เปิดเมลดูแล้วเพราะคิดว่าคงจะเหมือนๆ ถุงทั่วๆ ไป แต่มาคิดว่าถ้าไม่มีอะไรที่พิเศษเพื่อนคนนี้คงไม่ส่งมาให้ดู เมื่อเปิดเข้าไปดูก็ได้พบกับถุงช๊อปปิ้งที่ไม่ธรรมดาจริงๆ ยีนส์ลีวายเข้าใจคิดถุงกระดาษ ที่สามารถช่วยไม่ให้โลกเราเกิดขยะโดยเปล่าประโยชน์ คือนำเอาถุงกระดาษใส่สินค้าหิ้วกลับบ้าน เมื่อถึงบ้านก็ทิ้งลงถังขยะไป
แต่จากรูปที่เห็น เข้าใจได้ทันทีเลยว่า ถุงกระดาษหนึ่งใบสามารถทำอะไรได้มากกว่าใส่สินค้าให้ลูกค้าเอากลับบ้าน อยากให้มีคนคิดสิ่งดีดีแบบนี้มากๆ สรรพสิ่งในโลกเราคงจะดีขึ้น









 

วันอังคารที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

กระดานดำ




กระดานดำ เป็นงานจากไม้เก่า ผลิตเป็นเฟอร์นิเจอร์ใช้ตกแต่งบ้านหรือที่ทำงาน ทดแทนป้ายไม้ธรรมดาๆ ทั่วไปเพื่อความสวยงาม





กระดานดำ เป็นอุปกรณ์ในการเขียนที่สามารถใช้ซ้ำได้ โดยสามารถเขียนอักษรหรือวาดภาพได้โดยใช้ชอล์ก หรืออุปกรณ์อื่นๆ ที่สามารถเขียนแล้วลบได้กระดานดำ ในสมัยก่อนทำจากแผ่นหินสีดำหรือสีเทาเข้มที่เรียบและบางทีก็เรียกว่า กระดานชนวน
ความหมายตามพจนานุกรม ได้ความว่า กระดานขนาดใหญ่ทาสีเข้มเช่น สีดำ สีเขียว สำหรับเขียนอักษรขนาดใหญ่เพื่อให้เห็นได้ชัดเจน มักใช้ในโรงเรียนกระดานดำในปัจจุบันมักทำจากเป็นไม้กระดาน ทาด้วยรองพื้นที่เคลื่อบผิว 3- 4 รองเพื่อรองรับสีพื้นเข้ม โดยในอดีต ใช้สีดำปัจจุบันนำสีเขียวเข้มมาใช้ เพื่อเพิ่มความรู้สึกให้สบายสายตาตาที่สุด นอกจากนี้อาจทำเป็นกระดานดำสองชั้น สามารถเลื่อนเปิดปิดได้ด้วยบานเลื่อน ทำให้มีพื้นที่เขียนมากขึ้น รวมทั้งยังเก็บข้อความที่เขียนไว้ก่อนได้ด้วย
โดยทั่วไปแล้ว กระดานดำจะใช้ในการเรียนการสอน การลบกระดานดำสามารถทำได้โดยใช้ผ้าเปียกถู หรือใช้แปรงลบกระดานซึ่งทำจากไม้ติดกับผ้าสักหลาด การเขียนข้อความขณะกระดานดำเปียกจะทำให้ลบยาก
การเขียนและการลบกระดานทำให้มีฝุ่นชอล์กฟุ้งกระจาย ขึ้นอยู่กับคุณภาพของชอล์ก ทำให้เกิดปัญหากับผู้ใช้ โดยเฉพาะผุ้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ อาจทำให้เกิดปัญหากับระบบทางเดินหายใจ
เนื่องด้วยกระดาษดำและชอล์กมีราคาถูกกว่าอุปกรณ์ชนิดอื่นที่มีลักษณะเดียวกันมีราคาแพงกว่าและมีข้อเสียที่แตกต่างกัน โดยต่อมามีการพัฒนาเป็นกระดานขาว (ไวท์บอร์ด) โดยใช้ปากกาเคมีที่ไม่ทำให้เกิดฝุ่น แต่มีระเหยของน้ำหมึกแทน

วันพฤหัสบดีที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

บันทึกช่วยจำของ “เหลียงจี้จาง”

ลูกรัก.. ที่พ่อเขียนบันทึกช่วยจำฉบับนี้ให้ลูก มีเหตุผลอยู่ 3 ประการ คือ
1. สรรพสิ่งล้วนอนิจจัง จะมีชิวิตอยู่ได้อีกนานเท่าใดไม่มีใครบอกได้ พ่อจึงคิดว่า บางเรื่องพ่อน่าจะสั่งเสียไว้แต่เนิ่นๆ ย่อมจะดีกว่า
2. เพราะพ่อเป็นพ่อของลูก ถ้าพ่อไม่บอกลูก ไม่มีใครหรอกที่เขาจะบอกลูกแบบที่พ่อบอก
3. สิ่งที่พ่อบันทึกไว้นี้ ล้วนเป็นประสบการณ์อันแสนเจ็บปวดที่พ่อได้เรียนรู้มา มันจะทำให้ลูกไม่ต้องเสียเวลาไปเรียนรู้มันอีก

ในชีวิตของลูก ขอให้จำสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไว้ให้ดี
1. คนที่ไม่ดีต่อเรา ไม่ต้องไปใส่ใจนัก ในชีวิตคนเรา ไม่มีใครมีหน้าที่ที่จะต้องมาดีต่อเรา ยกเว้นพ่อกับแม่ของลูก สำหรับคนที่ดีกับลูก นอกจากลูกต้องหวงแหนและขอบคุณเขาแล้ว ยังต้องคอยระวังตัวไว้ด้วย เพราะคนเราทุกคน ทำอะไรย่อมมีจุดประสงค์ เขาทำดีกับลูก ใช่ว่าเขาจะทำเพราะชอบลูกเสมอไป ลูกต้องตระหนักจุดนี้ให้ดี อย่าเพิ่งรับเขาเป็นเพื่อนเร็วเกินไป (น่ากลัวไหม)
2.ไม่มีคนที่ทดแทนกันไม่ได้ และไม่มีสิ่งใดที่ต้องมีให้ได้ ถ้าเข้าใจจุดนี้ หากวันใดคนข้างกายของลูกไม่ต้องการลูกอีกต่อไป หรือวันใดที่ลูกต้องเสียสิ่งที่รักที่สุดไป ลูกจะได้เข้าใจ ว่านี่ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไรเลย
3. ชีวิตนี้แสนสั้น (จะอยู่แค่ 160 ปีเอง) หากลูกยังใช้ชีวิตอย่างไม่เห็นคุณค่า พรุ่งนี้ลูกจะพบว่าชีวิตจะหลุดลอยไปไกลยิ่งขึ้น ดังนั้น ยิ่งรู้จักถนอมชีวิตเร็วเท่าใด เวลาที่ลูกจะได้รับความสุขจากชีวิตก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น หาความสุขเสียแต่วันนี้ ดีกว่านั่งหวังให้มีอายุยืนนาน
4. ในโลกนี้ไม่มีเรื่องรักนิรันดร์กาล ความรักเป็นเพียงความรู้สึกชั่ววูบ โดยความรู้สึกนี้ย่อมเปลี่ยนไปตามกาลเวลาและอารมณ์ หากสิ่งที่ลูกรักมากที่สุดจากลูกไป ขอให้รอคอยอย่างอดทน ให้เวลาช่วยชะล้าง ให้จิตใจค่อยๆตกตะกอน แล้วความทุกข์ของลูกจะค่อยๆจางหายไป.. อย่าวาดหวังความรักให้สวยเกินไป และอย่าซ้ำเติมการอกหักให้ทุกข์เกินเหตุ
5. แม้ว่าคนหลายคนที่ประสบความสำเร็จในโลกนี้ไม่ได้เรียนมาสูง แต่ไม่ได้หมายความว่า หากไม่ขยันเรียนแล้วจะได้ดี ความรู้คืออาวุธ คนเราอาจสู้แล้วรวย แต่ไม่มีทางรวยได้หากปราศจากอาวุธสู้.. จำไว้
6. พ่อจะไม่ขอให้ลูกเลี้ยงดูครึ่งชีวิตหลังของพ่อ เพราะพ่อก็จะไม่เลี้ยงดูครึ่งชีวิตหลังของลูกเช่นกัน เมื่อลูกโตพอจนเป็นอิสระได้แล้ว พ่อก็หมดหน้าที่แล้วเช่นกัน หลังจากนั้นไป ลูกจะนั่งรถเมล์หรือจะนั่งรถเบ๊นซ์ จะกินหูฉลามหรือจะกินบะหมี่ยำๆ ลูกต้องเลือกเอง
7. ต้องทำดีต่อผู้อื่น แต่อย่าหวังว่าผู้อื่นต้องทำดีต่อเรา เราปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไร มิได้หมายความว่าผู้อื่นก็จะปฏิบัติตอบต่อเราในแบบเดียวกัน.. ลูกต้องเข้าใจในข้อนี้ จะได้ไม่หาทุกข์ใส่ตัวโดยไม่จำเป็น
8. พ่อซื้อลอตเตอรี่มาตลอดชีวิต ยังยากจนเหมือนเดิม แม้แต่รางวัลเลขท้ายยังไม่เคยถูกเลย
นี่เป็นบทพิสูจน์ว่า คนเราจะเจริญก้าวหน้าได้ ต้องขยันขันแข็งอย่างเดียวเท่านั้น ในโลกนี้ไม่มีมื้อเที่ยงที่ไม่ต้องเสียเงิน (No free lunch)
9. ญาติ มิตร หรือสหาย ล้วนเป็นกันชาตินี้ชาติเดียว ฉะนั้น จงหวนแหนโอกาสที่ได้อยู่ด้วยกันและแสนมีค่านี้ เพราะในชาติหน้า ไม่ว่าท่านจะรักใครหรือชังใคร ท่านก็จะไม่มีโอกาสได้พบกันอีก (หมายเหตุ ถึงพบกันก็ไม่รู้)

ความเป็นจริงของชีวิต บางคราการเรียนรู้ผ่านตัวอักษรหรือจากการบอกเล่า ยังไม่สามารถเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง เท่ากับประสบการณ์จริงที่ได้พานพบ สิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต มีทั้งสุขและทุกข์ ปัญหามีเข้ามาท้าทายให้เราก้าวข้ามไปเสมอ... ขึ้นกับตัวเราว่าจะยอมรับความพ่ายแพ้ หรือจะอดทนต่อสู้และผ่านประสบการณ์เหล่านั้นไปได้อย่างสง่างาม....


We have 3 stupid stages of life...........
ความเป็นจริงของชีวิต.....

Teen age: วัยรุ่น
Have Time + Energy ...but No Money
มีเวลา + มีกำลัง... แต่ไม่มีเงิน

Working Age: วัยทำงาน
Have Money + Energy ...but No Time
มีเงิน +มีกำลัง....แต่ไม่มีเวลา

Old age: วัยชรา
Have Time + Money ...but no Energy
มีเวลา +มีเงิน....แต่ไม่มีกำลัง

จงทำแต่พอดี.....ในตอนที่ยังมี กำลัง
อย่าโหมงานหนักจน......ไม่มี เวลา
แม้จะได้ เงิน มา....แต่อาจไม่ได้ใช้

วันพุธที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ใช้ใจมอง 'เพื่อน'

คุณเชื่อในพรหมลิขิตมั้ย ?
ถ้าไม่ ... แล้วอะไรล่ะ ที่ทำให้เรามาพบกับคนหลายคนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ถ้าไม่ แล้วอะไรล่ะ ที่ทำให้เราถูกชะตาจนเรียกคนๆนั้นว่า ' เพื่อน '

เพื่อน...
คนๆนึงที่ครั้งนึงก็เป็นได้แค่ คนแปลกหน้าคนหนึ่ง เวลา ผ่าน เวลา คนแปลกหน้าคนนั้นก็กลับกลาย มาเป็นคนที่เรา ' ไว้ใจ '

เพื่อน …
คนที่พร้อมอยู่กับเราเสมอๆ ไม่ว่า สุข ทุกข์ เหงา เศร้า

เพื่อน ...
คนที่พร้อมแชร์ความรู้สึกต่างๆ โดยไม่เคยเอ่ยปากว่า ' ถ้าทำอย่างนั้นแล้วฉันจะได้อะไร '

เพื่อน …
คนที่ไม่เคยสนใจว่าเราจะหน้าตาดี มีสกุล ร่ำรวย ยากจน สูง ต่ำ ดำ ขาว หรือไม่

เพื่อน.....
คนที่ไม่เคยเสแสร้ง แกล้งทำ

แต่ ...
เพื่อนตาย หายากเหลือเกิน เรามองด้วยตาเปล่าไม่ได้ ว่า คนๆ นี้เป็น เพื่อนตายของเราหรือไม่ เรามองด้วยตาเปล่าไม่ได้ว่าคนๆ นี้ เป็นคนที่พร้อมจะเคียงข้างเราเสมอไปมั๊ย เรามองด้วยตาเปล่าไม่ได้ว่า คนๆ นี้จริงใจกับเราแค่ไหน ทั้งหมดนี้ เราใช้ ' ตา ' มองไม่เห็น

แต่...
ทั้งหมดนี้เราใช้ 'ใจ' มองเห็นได้ เมื่อบทความ ล่วงเลยมาถึงตอนนี้ คุณล่ะ ? ใช้ตามองเพื่อน หรือ ใช้ใจมองเพื่อน

เราบอกไม่ได้ว่าคนๆไหนดี ไม่ดี จนกว่า... เราจะมีโอกาสรู้จักกับคนนั้น แล้วใช้ใจของเราสัมผัส การคบใครสักคน คบเพียงกายก็ไร้ประโยชน์ แต่ การคบใครสักคน จำเป็นต้องคบกันด้วยใจ
วันนี้..... คุณ ใช้อะไรคบเพื่อนของคุณ อย่าบอกนะว่าคุณก็เป็นคนที่คบเพื่อน แค่ตา...... เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น คุณก็คงเป็นคนที่ไม่น่าคบคนหนึ่ง

..... สำหรับคนที่ได้รับเมล์ฉบับนี้

คุณ... โชคดีจัง ที่มีเพื่อนรักคุณ และ คบคุณด้วย ใจ อย่าลืม..... ส่งเมล์ฉบับนี้ ให้กับเพื่อนที่คุณ รักด้วย ใจ
ที่สำคัญ ส่งมันกลับไปให้เพื่อนคนที่ส่งมาให้คุณ ......

เพื่อบอกกับเค้าว่า
' คุณดีใจที่มีเพื่อนอย่างเค้าเช่นกัน ' รักเพื่อนเสมอ ไม่ว่าเพื่อนจะอยู่ที่ไหนมิตรภาพยังคงเดิม

วันอังคารที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ผู้หญิงกับ กีฬา






อ่านให้จบน่ะจุดเด่นอยู่ที่ข้อ 19



กฏแห่งกรรม
1. เหตุใดคุณมีเสื้อผ้าแพรพรรณอันงดงามสวมใส่มากมาย
เพราะชาติก่อนคุณเคยถวายจีวรแด่พระสงฆ์

2. เหตุใดชาตินี้คุณมีอาหารดีดีรับประทานอยู่เสมอ
เพราะชาติก่อนคุณเคยทำทานอาหารแก่คนยากจนในชาติก่อน

3. เหตุใดชาตินี้คุณอดอยากยากจน ไม่มีเสื้อผ้าดีดีสวมใส่
เพราะคุณตระหนี่ขี้เหนียวไม่ยอมทำทานคนจน ในชาติก่อน

4. เหตุใดชาตินี้คุณมีบ้านเรือนให­ญ่โต
เพราะคุณเคยถวายข้าวสารเข้าวัดในชาติก่อน

5. เหตุใดชาตินี้คุณมีความเจริ­ญรุ่งเรืองและมีความสุขมาก
เพราะคุณเคยถวายเงินสร้างวัดในชาติก่อน

6. เหตุใดชาตินี้คุณเป็นคนสวย และรูปงาม
เพราะคุณเคยถวายดอกไม้สดบูชาพระด้วยความเคารพในชาติก่อน

7. เหตุใดชาตินี้คุณเป็นคนฉลาดปราดเปรื่องมีปัญญาดี
เพราะคุณเคยเป็นพุทธมามกะและทานมังสวิรัติในชาติก่อน

8. เหตุใดชาตินี้คุณเป็นที่รักของทุกๆ คนและมีเพื่อนมากมาย
เพราะคุณเคยสร้างมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีต่อทุกคนในชาติก่อน

9. เหตุใดชาตินี้คุณมีพ่อ แม่อยู่พร้อมหน้า
เพราะคุณเคารพและให้ความช่วยเหลือ ไม่ดูแคลนคนไร้­ญาติในชาติก่อน

10. เหตุใดชาตินี้คุณเป็นเด็กกำพร้า
เพราะคุณเคยยิงนก ตกปลา และพรากสัตว์ในชาติก่อน

11. เหตุใดชาตินี้คุณมีอายุยืนแข็งแรง
เพราะคุณเคยปล่อยนก ปล่อยปลา สิ่งมีชีวิตในชาติก่อน

12. เหตุใดชาตินี้คุณอายุสั้น
เพราะชาติก่อนคุณเคยฆ่าสัตว์มากมาย

13. เหตุใดชาตินี้คุณเป็นคนรับใช้
เพราะชาติก่อนคุณเคยดูถูกเหยียดหยามคนจน

14. เหตุใดชาตินี้คุณมีดวงตาสดใส
เพราะชาติก่อนคุณเคยเติมน้ำมันตะเกียงและจุดไฟบูชาพระ

15. เหตุใดชาตินี้คุณโง่ปั­­ญญาอ่อนและหูหนวก
เพราะชาติก่อนคุณเคยด่าว่าและหยาบคายต่อหน้าพ่อแม่

16. เหตุใดชาตินี้คุณต้องตายเพราะยาพิษ
เพราะชาติก่อนคุณเจตนาวางยาในต้นน้ำลำธารให้เป็นพิษ

17. เหตุใดชาตินี้คุณจึงแขวนคอตาย
เพราะชาติก่อนคุณใช้ตะข่ายล่าและดักสัตว์

18. ถ้าชาตินี้คุณฆ่าเขา
ชาติหน้าเขาก็จะฆ่าคุณ และจะฆ่ากันไป-มาไม่มีสิ้นสุด

19. ถ้าชาตินี้คุณบอกเล่ากฏแห่งกรรม
คุณจะเป็นที่เคารพนับถือมากมายในชาติหน้า

**อ่านเสร็จแล้วถ้าส่งต่อ ก็เหมือนได้ปฏิบัติตามกฏแห่งกรรมข้อที่ 19 แล้ว ด้วยความปราถนาดี **

วันอาทิตย์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เหยือกเต็มหรือยัง ?

ชายหนุ่มคนหนึ่งได้รับ เชิญจากมหาวิทยาลัยเอกชน เพื่อให้เป็นวิทยากรพิเศษสอนวิชาปรัชญาให้กับนักศึกษาปริญญาโท เขาเตรียมการสอนอยู่หลายวันจึง ตัดสินใจจะสอนนักศึกษาเหล่านั้นด้วยแบบฝึกหัดง่ายๆ แต่แฝงไว้ด้วยข้อคิด

เขาเดินเข้าห้องเรียนมา พร้อมด้วยของสองสามอย่างบรรจุอยู่ในกระเป๋าคู่ใจ เมื่อได้เวลาเรียน เขาหยิบ เหยือกแก้ว ขนาดใหญ่ขึ้นมา แล้วใส่ลูกเทนนิสลงไปจนเต็ม

' พวกคุณคิดว่าเหยือกเต็มหรือ ยัง ?' เขาหันไปถามนักศึกษาปริญญาโท

แต่ละคนมีสีหน้าตาครุ่น คิดว่าอาจารย์หนุ่มคนนี้จะมาไม้ไหนก่อนจะตอบพร้อมกัน ' เต็มแล้ว... '

เขายิ้มไม่พูดอะไรต่อหัน ไปเปิดกระเป๋าเอกสารคู่ใจ หยิบกระป๋องใส่กรวดออกมา แล้วเท กรวดเม็ดเล็กๆ จำนวนมากลงไปในเหยือกพร้อมกับ เขย่าเหยือกเบาๆ กรวดเลื่อนไหลลงไปอยู่ ระหว่างลูกเทนนิสอัดจนแน่นเหยือก เขาหันไปถามนักศึกษาอีก

“ เหยือกเต็มหรือยัง ?'

นักศึกษามองดูอยู่พัก หนึ่งก่อนจะหันมาตอบ ' เต็มแล้ว... '

เขายังยิ้มเช่นเดิม หันไปเปิดกระเป๋าหยิบเอาถุงทรายใบย่อมขึ้นมา และเททรายจำนวนไม่น้อยใส่ลงไปในเหยือก เม็ดทรายไหลลงไปตามช่องว่างระหว่างกรวด กับลูกเทนนิสได้อย่างง่ายดาย เขาเทจนทรายหมดถุง เขย่าเหยือกจนเม็ดทรายอัดแน่นจนแทบล้นเหยือก เขาหันไปถามนักศึกษาอีก ครั้ง “ เหยือกเต็มหรือยัง ?'

เพื่อป้องกันการหน้าแตก นักศึกษาปริญญาโทเหล่านั้นหันมามองหน้ากัน ปรึกษากันอยู่นาน หลายคนเดินก้าวเข้ามาก้มๆ เงยๆ มองเหยือกตรงหน้าอาจารย์หนุ่มอยู่หลายครั้ง มีการปรึกษาหารือกันเสียงดังไปทั้งห้องเรียน จวบจน เวลาผ่านไปเกือบห้านาที หัวหน้ากลุ่มนักศึกษาจึงเป็นตัวแทน เดินเข้ามาตอบอย่างหนักแน่น
“ คราวนี้เต็มแน่นอนครับ อาจารย์ '

“ แน่ใจนะ '

“ แน่ซะยิ่งกว่าแน่อีกครับ '

คราวนี้เขาหยิบ น้ำอัดลม สองกระป๋องออกมาจากใต้โต๊ะ แล้วเทใส่เหยือกโดยไม่รีรอ ไม่นานน้ำอัดลมก็ซึมผ่านทรายลงไปจนหมด ทั้งชั้นเรียนหัวเราะฮือฮา กันยกใหญ่ เขาหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

" ไหนพวก คุณบอกว่าเหยือกเต็มแน่ๆ ไง " เขาพูดพลางยกเหยือกขึ้น

" ผมอยากให้พวกคุณจำบทเรียน วันนี้ไว้ เหยือกใบนี้ก็เหมือนชีวิตคนเรา ลูกเทนนิสเปรียบเหมือนเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต เช่น ครอบครัว คู่ชีวิต การเรียน สุขภาพ ลูก พ่อแม่และเพื่อน สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ คุณต้องสนใจจริงจัง สูญเสียไปไม่ได้ เม็ดกรวดเหมือนสิ่งสำคัญ รองลงมา เช่น งาน บ้าน รถยนต์ ทรายก็คือเรื่องอื่นๆ ที่เหลือเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เราจำเป็นต้องทำ แต่เรามักจะหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้เหยือกนี้เปรียบกับชีวิต ของคุณ ถ้าคุณใส่ทรายลงไปก่อน คุณจะมัวหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเล็กๆน้อยๆ อยู่ตลอดเวลา ชีวิตเต็มแล้ว... เต็มจนไม่มีที่เหลือให้ใส่กรวด ไม่มีที่เหลือใส่ให้ลูกเทนนิสแน่นอน "

ชีวิตของคนเราทุกคน ถ้าเราใช้เวลาและปล่อยให้เวลาหมดไปกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เราจะไม่มีที่ว่างในชีวิตไว้สำหรับเรื่องสำคัญกว่า เพราะฉะนั้นในแต่ละวัน ของชีวิต เราต้องให้ความสนใจกับเรื่องที่ทำให้ตัวเราและครอบครัวมีความสุข ใช้ชีวิตเล่นกับลูกๆ หาเวลาไปตรวจร่างกาย พาคู่ชีวิตกับลูกไปพักผ่อนในวันหยุด พากันออกกำลังกาย เล่นกีฬาร่วมกันสักชั่วโมงสองชั่วโมง เพื่อสุขภาพและความสัมพันธ์ที่ดีในชีวิต พาพ่อแม่ไปเที่ยวพักผ่อนหรือทานข้าว โทรศัพท์หาเพื่อนบ้างให้รู้ว่าเรายังคิดถึงและเป็นห่วง เราต้องดูแลเรื่องที่สำคัญที่สุดจริงๆ ดูแลลูกเทนนิสของเราก่อนเรื่องอื่นทั้งหมด หลังจากนั้นถ้ามีเวลาเหลือเราจึงเอามาสนใจกับสิ่งแวดล้อมที่อยู่ รอบๆ ตัวเรา

นักศึกษาคนหนึ่งยกมือ ขึ้นถาม “ แล้วน้ำที่อาจารย์เทใส่ลงไป ล่ะครับ หมายถึงอะไร ?'

เขายิ้มพร้อมกับบอกว่า " การที่ใส่น้ำลงไปเพราะอยาก ให้เห็นว่า ไม่ว่าชีวิตของเราจะวุ่นวาย สับสนเพียงใดในความสับสนและวุ่นวายเหล่านั้น คุณยังมีที่ว่างสำหรับการแบ่งปันน้ำใจให้กันเสมอ... "